
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 13
วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน 2562
เวลา 15:00-16:30

📌ความรู้ที่ได้รับ📒📕📗📘📙
👉 วันนี้เป็นการจัดโครงการ"โภชนาการตามวัย เด็กรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ" วันแรกเป็นการให้ความรู้เบื้องต้นในเรื่องโภชนาการและอาหาร ดังนี้ 👇
🍱 โภชนาการและอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย 🍱
โภชนาการและอาหารมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมอง หากภาวะโภชนาการบกพร่องจะนำไปสู่การชะงักของการเจริญเติบโตร่างกายทำให้แคระแกรนและเกิดการเจ็บป่วย จนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดคุณภาพ ที่สำคัญคือมีผลกระทบต่อสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก
1. อาหารทำให้เด็กเจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรงทั้งทางร่างกายสมองและจิตใจ
2. อาหารทำให้เด็กสดชื่น ร่าเริงแจ่มใสและมีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ
3. อาหารทำให้เด็กมีกำลังเดิน วิ่งเล่นและพร้อมที่จะเรียนรู้
4. อาหารทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายของเด็กทำงานได้ตามปกติเช่น ทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดี ปอดแข็งแรงการขับถ่ายเป็นปกติ
🍜 อาหารเด็กวัยก่อนเรียน 1-3 ปี 🍜
1. ข้าว-แป้ง : ควรให้ลูกทานข้าวเป็นประจำ โดยเฉพาะข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ เพราะเป็นอาหารขัดสีน้อย มีโปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน และใยอาหารในปริมาณมากกว่า ควรทานอาหารกลุ่มข้าว-แป้งวันละ 3 ทัพพี
2. เนื้อสัตว์ : ควรทาน ไข่ นม เนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อปลา หมู ไก่ ซึ่งช่วยการเจริญเติบโตและสร้างกล้ามเนื้อต่างๆ เด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนวันละ 1.4 กรัม เด็กควรได้รับไข่วันละ 1 ฟองและได้ดื่มนมทุกวัน
3. ไขมัน : ควรได้รับไขมันไม่เกินกว่าร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด
4. ผัก ผลไม้ : ผัก ผลไม้จะให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ควรให้ลูกทานหลากหลายสี เช่น สีเขียวเข้ม สีเหลืองส้ม สีแดง สีม่วง สีขาว เป็นต้นและควรให้ลูกทานผลไม้สด
5. นม : ควรให้เด็กดื่มนมเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ได้รับแคลเซียมเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ทำให้กระดูกแข็งแรง เด็กควรดื่มนมรสจืดวันละ 2-3 แก้ว
🍔 อาหารเด็กวัยก่อนเรียน 4-6 ปี 🍔
1. ข้าว แป้ง : ร่างกายควรได้รับวันละ 6 ทัพพี
2. เนื้อสัตว์ : เช่น ปลา ไก่ หมู ควรรับประทาน 3 ช้อนโต๊ะต่อหนึ่งวัน
3. ผัก ผลไม้ : เด็กมักจะชอบผักที่มีสีสัน ดึงดูดสายตาและควรให้ลูกได้เลือกรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล เพื่อช่วยให้เด็กได้รับวิตามินซี ใยอาหาร
5. ไขมัน : ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร ลดปริมาณของทอด ให้ใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและผลิตภัณฑ์นมพร่องไขมัน
6. นม : ควรดื่มเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว ควรเลือกนมชนิดจืด เพื่อฝึกเด็กให้คุ้นเคยกับรสธรรมชาติ
🍰 การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีแก่เด็กก่อนวัยเรียน 🍰
- ควรฝึกให้เด็กในวัยนี้รับประทานอาหารหลักวันละ 3 มื้อ ให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อเช้าและบ่าย จะเป็นนมสดหรือนมถั่วเหลือง วันละ 2-3 แก้ว
- เด็กในวัยนี้จำเป็นที่ต้องให้อาหารโปรตีนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องปรุงอาหารด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ เพราะเด็กสามารถเคี้ยวได้แล้ว
- ควรหัดให้เด็กได้รับประทานอาหารทุกชนิด ผักและ ผลไม้สด เช่น แตงกวา มะละกอสุก ส้ม ฯลฯ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
- การให้เด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ควรให้ครั้งละน้อยๆ ปรุงรส มีสีสันตามความชอบของเด็ก ค่อยๆ ปรับปรุงให้เหมาะสมตามความต้องการของเด็ก
- ต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เพราะเด็กชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ ไม่ควรปรุงอาหารรสจัดสำหรับเด็ก
- ควรหาวิธีการ หรือ เทคนิคในการจูงใจ ให้เด็กรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยไม่ต้องบังคับ โดยการปรุงแต่ง รูป รส ของอาหารให้น่ารับประทาน เช่น เด็กไม่กินผัก ควรจะนำมาชุบแป้งทอดกรอบ แล้วจัดให้ดูน่ากิน
- จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการรับประทานอาหารที่มีสีสันสวยงามชิ้นที่พอดีคำ
- ลักษณะและรสชาติของอาหารต้องอร่อยแต่ไม่ควรเค็มจัดหรือหวานจัดเกินไป
- บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการรับประทานอาหาร
- เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมโต๊ะอาหาร และให้เด็กมีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร เช่น ขนมปังทาแยม ให้เด็กเป็นคนทาแยม ผู้ใหญ่ควรพิจารณาดูความสามารถให้เหมาะกับอายุของเด็กด้วย
🍕 หลักการจัดอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน 🍕
1. จัดอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อหลักควรมีอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้เด็กวัยนี้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกายและจัดอาหารให้น่ารับประทาน
2. จัดอาหารให้หลากหลาย อาหารมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น มีนุ่ม กรอบ เหลว และรสชาติของอาหารไม่ควรรสจัดจนเกินไป
3. จัดอาหารแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ให้เด็กทานเสมอๆ ถ้าเด็กไม่ทานก็ไม่ควรบังคับ เว้นระยะแล้วให้ลองทานใหม่
4. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดรายการอาหาร จะทำให้เด็กทานอาหารมากขึ้น
🍬 ของทานเล่นที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก 🍬
✅ แพนเค้กราดน้ำผึ้ง
แพนเค้กอุดมไปด้วยประโยชน์จากแป้ง น้ำตาล ไข่ เนย และน้ำผึ้ง ที่ให้คุณค่าทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ให้พลังงาน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ
✅ เต้าฮวยกะทิฟรุตสลัด
อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมันจากพืช ถือเป็นไขมันที่ไม่อันตรายและดีต่อสุขภาพ และยังได้วิตามินซี วิตามินบี จากผลไม้นานาชนิดเพื่อเพิ่มความอร่อยให้กับเต้าฮวยลงไป เด็กๆ จะติดในความนุ่มนิ่มของเนื้อเต้าฮวยจากกะทิเพราะไม่หวานจนเลี่ยน เข้ากันกับผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน

✅ คุกกี้เมล็ดทานตะวันและเมล็ดฟักทอง
นำคุกกี้มาจับมือกับเมล็ดทานตะวันและเมล็ดฟักทอง ยังได้คุณค่าทางอาหาร เพราะในเมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินเค และวิตามินอี ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา และปกป้องผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ที่สำคัญหนูๆ ที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย คุกกี้ชนิดนี้ยังมีส่วนของใยอาหารช่วยในการขับถ่ายได้อย่างดี

🍹 อาหารต้องห้ามสำหรับเด็กปฐมวัย 3 - 6 ปี 🍹
❎ นมเปรี้ยว
ไม่ควรให้เด็กดื่มมากกว่า 1 กล่อง หรือ 1 ขวดเล็กต่อวัน เพราะว่านมชนิดนี้ทำจากนมพร่องมันเนย เป็นนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ทั้งยังมีน้ำตาลเยอะ จึงไม่เหมาะเก็บลูกน้อยในวัยนี้
❎ ขนมหวาน
การให้เด็กทานขนมหวานที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก นอกจากจะทำให้ลูกอ้วน มีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว น้ำตาลที่มีมากในขนมหวานยังมีส่วนทำลายสมองของลูกน้อยได้อีกด้วย ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตจากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า หากเด็กได้รับน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไปอาจส่งผลต่อการหลั่งสารอินซูลิน ซึ่งจะทำให้สมองประมวลผลผิดพลาด ทำงานด้อยลง และส่งผลเสียต่ออารมณ์ของความคิดของเด็กได้

❎ ซุปไก่สกัด
ไม่จำเป็นต้องทานซุปไก่ก็ได้ เพราะว่ากว่าลูกจะกินให้ดีประโยชน์ต่อร่างกายต้องกินจำนวนมาก เช่น ซุปไก่สกัด 5 ขวด เท่ากับโปรตีนที่ได้จากไก่ย่าง 1 น่อง หรือต้องดื่ม 290,000 ขวด จึงจะได้แคลเซียมเท่ากับนม 1 แก้ว หรือต้องดื่มถึง 3 ขวด จึงจะเท่ากับโปรตีนไข่ 1 ฟอง
🍛 โรคทำลูกน้อยป่วยเพราะกินยากขาดสารอาหาร 🍛
1. โรคขาดสารอาหาร (Kwashiorkor) ภาวะขาดสารในเด็กส่งผลกระทบต่อการเติบโตและการพัฒนาในทุก ๆด้าน ของเด็ก ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถดึงดูดสารอาหารสำคัญไปใช้ได้ ซึ่งสารอาหารที่จำเป็น ได้แก่ ธาตุเหล็กและวิตามินดี เมื่อเด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะส่งผลทำให้ร่างกายมีน้ำหนักน้อยและตัวเล็กกว่าปกติ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดโรคติดเชื้อต่างๆได้ง่ายและยังส่งผลต่อการพัฒนาสมองสติปัญญาและการเรียนรู้อีกด้วย
💥อาการของโรคขาดสารอาหาร💥
- มีอาการตัวบวม โดยเฉพาะขาทั้ง 2 ข้าง
- เส้นผมเปราะ หลุดร่วงง่าย
- ผิวหนังบาง ลอกหลุดง่าย
- ตับโต
- มีอาการซึม
🔰วิธีการป้องกันโรคขาดสารอาหาร🔰
การรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วนและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ โดยเน้นอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงอย่างผัก ผลไม้ หรือธัญพืชไม่ขัดสี และรับประทานอาหารจำพวกแป้งให้เพียงพอ เช่น ข้าว ขนมปัง มันฝรั่ง เป็นต้น รวมถึงเนื้อสัตว์ เนื้อปลา ไข่ ถั่ว และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมด้วย
2. โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “โรคซีด” เจอได้บ่อยในเด็กไทย สาเหตุภาวะโลหิตจางในเด็ก เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ การดูดซึมธาตุเหล็กไม่ดี หรือ เป็นเด็กกินยาก เลือกกิน ทำให้ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ เครื่องใน ไข่แดง ผักใบเขียว ฯลฯ
💥อาการของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก💥
- ผิวหนังซีด จะเห็นได้ชัดบริเวณริมฝีปาก เยื่อบุตา เล็บมือ ฝ่ามือ
- เล็บผิดรูป งอเป็นรูปช้อน
- อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ
- มีปัญหาพัฒนาการ เจริญเติบโตช้า
- เซื่องซึม ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
- ไม่อยากอาหาร มีปัญหาการย่อยอาหาร
- มีปัญหาด้านการเรียน ไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์
- ไม่มีสมาธิ สมาธิสั้น ผลการเรียนแย่ลง
🔰การรักษาและป้องกันโรคขาดธาตุเหล็ก🔰
ทำได้โดยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กและโปรตีนสูงเป็นประจำ เช่น ตับเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ผักสีเขียว เป็นต้น
3. โรคขาดวิตามินเอ (Vitamin A deficiency) เป็นอีกโรคที่เกิดจากการเลือกกิน กินยาก มักพบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ชอบกินผัก ผลไม้ ซึ่งวิตามินเอ มีความสำคัญต่อการมองเห็น การเจริญเติบโต การสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุผิวต่างๆ
💥อาการของโรคขาดวิตามินเอ💥
- มีปัญหาด้านการมองเห็น เกิดอาการตาบอดกลางคืน มองเห็นไม่ดีในที่มืด สลัว
- การสร้างเมือกตามเยื่อบุต่าง ๆ ลดลง เช่น เยื่อบุดวงตา หากขาดวิตามินเอ มาก ๆ อาจส่งผลให้ตาบอดได้
- ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี ป่วยง่าย เช่น ไข้หวัด ท้องเสียง่าย
- การเจริญเติบโต พัฒนาการหยุดชะงัก
🔰วิธีป้องกันโรคขาดวิตามินเอ🔰
การรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอสูง ผู้ปกครองจึงควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอสูง ๆ ให้มากเป็นประจำ โดยอาหารที่มีวิตามินสูง ได้แก่ เนื้อ ตับ ไข่ นม แคร์รอต ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอสุก ผักสีเหลืองและสีเขียวเข้ม ผลไม้สีเหลือง เป็นต้น
4. โรคขาดวิตามินซี (Vitamin C deficiency) สาเหตุจากเด็กที่ไม่กินผัก ผลไม้ หรือ เด็กบางคนดื่มแต่นมกล่องอย่างเดียวมากเกินไป ซึ่งในนมอาจจะมีวิตามินซีน้อย และเมื่อผ่านกระบวนการผลิต ผ่านความร้อนทำให้สูญเสียวิตามินซีไปอีก ไม่เหมือนการกินผัก ผลไม้สดๆ
💥อาการของโรคขาดวิตามินซี💥
- ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
- เลือดออกง่าย อาจเป็นจ้ำๆ ตามแขนขา รอบตา
- มีเลือดออกตามไรฟัน
- ไม่ค่อยมีแรง
- หงุดหงิดง่าย ร้องกวน
- ผิวหนังแห้ง ผมบาง
- เลือดที่ออกบริเวณเนื้อเยื่อหุ้มเข่า ปวด อาจทำให้เดินไม่ได้
🔰วิธีป้องกันโรคขาดวิตามินซี🔰
ทำได้โดยการกินอาหารที่มีวิตามินซีให้เพียงพอและเป็นประจำ เช่น ส้ม มะนาว มะเขือเทศ ฝรั่ง ผักชี เป็นต้น









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น