
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4
วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม 2562
เวลา 08:30-11:30
วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม 2562
เวลา 08:30-11:30

📌ความรู้ที่ได้รับ📒📕📗📘📙
บทที่ 3
การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
📌ความหมายของการสื่อสาร📌
👉 การสื่อสาร (Communication)
คือ
กระบวน
การส่งข่าวสาร ข้อมูล จาก ผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร
มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสาร มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา
โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ
👉 การติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารให้มีความเข้าใจ
ที่ตรงกันเพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่มีความสุข
📌ความสำคัญของการสื่อสาร📌
1.ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
2.ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2
ฝ่าย
3.ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น
4.ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ
5.ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์
เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต

📌รูปแบบของการสื่อสาร📌
👉 รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล
(Aristotle’s
Model of Communication)
👉 รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล
(Lasswell’s
Model of Communication)
👉 รูปแบบการสื่อสารของแชนนอนและวีเวอร์
(Shannon
& Weaver’s Model of Communication)
👉 รูปแบบการสื่อสารของออสกูดและชแรมม์
(C.E
Osgood and Willbur
Schramm’s )
👉 รูปแบบการสื่อสารของเบอร์โล
(Berlo’s
Model of Communication)
📢รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล📢
(Aristotle’s
Model of Communication)
📢รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล📢
(Lasswell’s
Model of Communication)
📢รูปแบบการสื่อสารของแชนนอนและวีเวอร์📢
(Shannon
& Weaver’s Model of Communication)
📢รูปแบบการสื่อสารของออสกูดและชแรมม์📢
(C.E Osgood and Willbur Schramm’s )
📢รูปแบบการสื่อสารของเบอร์โล📢
(Berlo’s
Model of Communication)
📌องค์ประกอบของการสื่อสาร📌
1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
2. ข้อมูลข่าวสาร
(Message)
3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร
(Media)
4. ผู้รับข่าวสาร
(Receivers)
5. ความเข้าใจและการตอบสนอง
📌ผู้ส่งสารและผู้รับสาร📌
• ผู้จัดกับผู้ชม
• ผู้พูดกับผู้ฟัง
• ผู้ถามกับผู้ตอบ
• คนแสดงกับคนดู
• นักเขียนกับนักอ่าน
• ผู้อ่านข่าวกับคนฟังข่าว
• คนเล่านิทานกับคนฟังนิทาน
📌สื่อ📌
👉👉👉 ใช้วิธีพูด-เขียน
หรือการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้รูปภาพ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ
โดยวิธีการติดต่อนั้นต้องใช้ตัวกลางต่างๆ เช่น คลื่นเสียง ตัวหนังสือ
แผ่นกระดาษที่มีตัวหนังสือเขียน
คลื่นวิทยุโทรทัศน์ ตัวกลางเหล่านี้เรียกว่า สื่อ
โดยการสื่อสารนั้นสามารถใช้สื่อหลายๆอย่างได้พร้อมๆกัน เช่น การเรียน การสอน
ต้องใช้ทั้งหนังสือ กระดาน ภาพ
📌สาร📌
👉👉👉คือ เรื่องราวที่รับรู้ร่วมกัน
ไม่ว่าจะเป็น ข้อเท็จจริง ข้อแนะนำ
การล้อเลียน ความปรารถนาดี ความห่วงใย
มนุษย์จะแสดงออกมาให้เป็นที่รับรู้ได้ การสื่อสารจะเกิดขึ้นตามกาลเทศะ และสภาพแวดล้อมต่างๆในสังคม
📌วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร📌
1.
เพื่อแจ้งให้ทราบ หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่งสารจะแจ้ง หรือบอกกล่าวข่าวสาร
ข้อมูล เหตุการณ์ ความคิด ความต้องการของตนให้ผู้รับได้ทราบ
2.
เพื่อสอนหรือให้การศึกษา หมายถึง
การสื่อสารที่มุ่งจะให้ผู้รับมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านองค์ความรู้ ความคิด
สติปัญญา
ฉะนั้นจึงมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนหรือการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการโดยเฉพาะ
3.
เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบันเทิง หมายถึง
การสื่อสารที่มุ่งให้เกิดผลทางจิตใจหรืออารมณ์ ความรู้สึกแก่ผู้รับสาร
ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ส่งสารมีข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสาร
และมีกลวิธีในการนำเสนอเป็นที่พอใจ
4.
เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ มุ่งเน้นให้ผู้รับสารมีพฤติกรรมคล้อยตาม
หรือยอมรับปฏิบัติตาม
👉👉👉 จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า
วัตถุประสงค์ของการสื่อสารในแต่ละระดับมี จุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป
ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องขึ้นอยู่กับทั้งฝ่ายผู้ส่งสารและฝ่ายผู้รับสาร
มีความต้องการที่สัมพันธ์กัน โดยรวมแล้วพอสรุปวัตถุประสงค์การสื่อสารได้ ดังนี้
1.
เพื่อแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราว
ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ หรือสิ่งอื่นใด
ที่ต้องการให้ผู้รับสารรู้และเข้าใจข้อมูลนั้นๆ
โดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
2.
เพื่อความบันเทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกที่ดี และมุ่งรักษามิตรภาพต่อกัน
เป็นการนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดที่จะทำให้ผู้รับสารเกิดความพึงพอใจ
3.
เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ
สร้างกำลังใจ เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความคิดคล้อยตาม หรือปฏิบัติตาม ที่ผู้ส่งสารต้องการ
และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข
📌ประเภทของการสื่อสาร📌
👉👉👉 ได้มีจำแนกประเภทของการสื่อสารไว้แตกต่างกันหลายลักษณะ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจำแนก
ในที่นี้จะแสดงการจำแนกประเภทของการสื่อสาร โดยอาศัยเกณฑ์ในการจำแนกที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1. จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสาร
2. จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก
3. จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร
1. จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสาร
2. จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก
3. จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร
✅ 1.จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสารแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.1
การสื่อสารทางเดียว (One-Way Communication) คือการสื่อสารที่ข่าวสารจะถูกส่งจากผู้ส่งไปยังผู้รับในทิศทางเดียว
โดยไม่มีการตอบโต้กลับจากฝ่ายผู้รับ เช่น การสื่อสารผ่านสื่อ วิทยุ โทรทัศน์
หนังสือพิมพ์ การออกคำสั่งหรือมอบหมายงานโดย ฝ่ายผู้รับไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น
ซึ่งผู้รับอาจไม่เข้าใจข่าวสาร หรือเข้าใจไม่ถูกต้องตามเจตนาของผู้ส่งและทางฝ่ายผู้ส่งเมื่อไม่ทราบปฏิกิริยาของผู้รับจึงไม่อาจปรับการสื่อสารให้เหมาะสมได้
การสื่อสารแบบนี้สามารถทำได้รวดเร็วจึงเหมาะสำหรับการสื่อสารในเรื่องที่เข้าใจง่าย
1.2
การสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) คือการสื่อสารที่มีการส่งข่าวสารตอบกลับไปมาระหว่างผู้สื่อสาร
ดังนั้นผู้สื่อสารแต่ละฝ่ายจึงเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับในขณะเดียวกัน
ผู้สื่อสารมีโอกาสทราบปฏิกิริยาตอบสนองระหว่างกัน
ทำให้ทราบผลของการสื่อสารว่าบรรลุจุดประสงค์หรือไม่
และช่วยให้สามารถปรับพฤติกรรมในการสื่อสารให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ตัวอย่างการสื่อสารแบบสองทาง เช่น การพบปะพูดคุยกัน การพูดโทรศัพท์
การออกคำสั่งหรือมอบหมายงานโดยฝ่ายรับมีโอกาสแสดงความคิดเห็น
✅ 2. จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก
2.1 การสื่อสารเชิงวัจนะ (Verbal Communication) หมายถึงการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาพูด หรือเขียนเป็นคำพูด ในการสื่อสาร
2.2 การสื่อสารเชิงอวัจนะ (Non-Verbal Communication) หมายถึงการสื่อสารโดยใช้รหัสสัญญาณอย่างอื่น เช่น ภาษาท่าทาง การแสดงออกทางใบหน้า สายตา ตลอดจนถึงน้ำเสียง ระดับเสียง ความเร็วในการพูด เป็นต้น
✅ 3. จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร
👉👉👉 กิจกรรมต่างๆ ของบุคคลและสังคม ถือว่าเป็นผลมาจากการสื่อสารทั้งสิ้น ดังนั้นการสื่อสารจึงมีขอบข่ายครอบคลุมลักษณะการสื่อสารของมนุษย์ 3 ลักษณะคือ
3.1 การสื่อสารส่วนบุคคล (Intrapersonal Communication)
3.2 การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication)
3.3 การสื่อสารมวลชน (Mass Communication)
📌การสื่อสารกับตนเอง📌
👉 การสื่อสารที่บุคคลเดียวเป็นทั้งผู้ส่งสารและรับสาร
👉 การคิดหาเหตุผลโต้แย้งกับตนเองในใจ
👉 เนื้อหาไม่มีขอบเขตุจำกัด
👉 บางครั้งมีเสียงพึมพำดังออกมาบ้าง
👉 บางครั้งเกิดความขัดแย้งในใจและไม่อาจตัดสินใจได้
👉 อาจเป็นการปลอบใจตนเอง การเตือนตนเอง การวางแผน หรือแก้ปัญหาใดๆ
📌การสื่อสารระหว่างบุคคล📌
👉 บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ถึงกับเป็นกลุ่ม
👉 เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบุคคล อาจไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
👉 อาจเป็นความลับระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารเท่านั้น
👉 สารที่สื่ออาจเปิดเผยหากมีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น
📌การสื่อสารสาธารณะ📌
👉 มีเป้าหมายจะส่งสารสู่สาธารณชน
👉 มีเนื้อหาที่อาจให้ความรู้และเป็นประโยชน์
ให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
👉 เป็นความคิดที่มีคุณค่าและเปิดเผยได้โดยไม่จำกัดเวลา เช่น
การบรรยาย การปาฐกถา การอมรม
การสอนในชั้นเรียน
📌การสื่อสารมวลชน📌
👉ลักษณะสำคัญคล้ายการสื่อสารสาธารณะ
👉ต้องอาศัยสื่อที่มีอำนาจการกระจายสูง รวดเร็ว กว้างขวาง เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียมและสื่อมวลชน
👉ต้องคัดเลือกเฉพาะข้อเท็จจริงหรือข้อคิดเห็นที่เห็นว่าควรนำเสนอ
👉อาจสนองความต้องการและความจำเป็นของมวลชนมากหรือน้อยได้
📌การสื่อสารในครอบครัว📌
👉 เป็นการสื่อสารขั้นพื้นฐานของมนุษย์
👉 ประสิทธิภาพของการสื่อสารขึ้นอยู่กับความตั้งใจดีของสมาชิกในครอบครัว
👉 คุณธรรมที่ดีงามในครอบครัวจะช่วยพัฒนาการสื่อสารไปในทางดีงามเสมอ
👉 ต้องยอมรับและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
👉 คนต่างรุ่นต่างวัยในครอบครัวต้องพยายามทำความเข้าใจให้ตรงกัน
👉 ควรคำนึงถึงมารยาทที่ดีงามอยู่เสมอ
📌การสื่อสารในโรงเรียน📌
👉 ส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารกับบุคคลที่คุ้นเคย
👉 เนื้อหามักเกี่ยวกับวิชาการ พื้นฐานอาชีพและหลักการดำเนินชีวิต
👉 มีทั้งการสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารในกลุ่มและการสื่อสารสาธารณะ
👉 อาจใช้เวลานานเพราะเรื่องราวมีปริมาณมาก
👉 อาจมีโอกาสโต้แย้งถกเถียง ควรยอมรับข้อเท็จจริงและไม่ใช้อารมณ์
👉 ข้อเท็จจริงและข้อสรุปบางเรื่องไม่ควรนำไปเผยแพร่
👉 ควรระมัดระวังคำพูดและกิริยามารยาท
👉 คุณธรรมด้านความซื่อสัตย์และการยอมรับอาวุโสเป็นเรื่องสำคัญ
📌การสื่อสารในวงสังคมทั่วไป📌
👉 เริ่มด้วยการทักทายตามสภาพของสังคมนั้นๆ
👉 การแสดงความยินดีหรือเสียใจ ไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไป
👉 การติดต่อกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อนควรพูดให้ตรงประเด็นและสุภาพพอควร
👉 การคบหากับชาวต่างประเทศ ควรศึกษาประเพณีและมารยาทที่สำคัญๆของกันและกัน
📌ธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง📌
ออเออร์บาค (Auerbach,1968) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของผู้ปกครองไว้ดังนี้
👉 ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้
👉 ผู้ปกครองมีความต้องการที่จะเรียนรู้
👉 ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสิ่งที่เขาสนใจ
👉 การเรียนรู้จะมีความหมายที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวของผู้ปกครอง
👉 การมีอิสระในการเรียนรู้จะทำให้ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุด
👉 ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้จากกันและกัน
👉 การให้ความรู้กับผู้ปกครองถือเป็นการให้ประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ปกครอง
📌ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้ปกครองเด็กปฐมวัยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้📌
👉 เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
👉 เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
👉 มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
👉 เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
👉 เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
👉 ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
👉 เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย
📌พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง📌
ปัจจัยที่มีผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง
ความพร้อม คือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจที่จะเรียนรู้ โดยเตรียม
1. ความพร้อมในเรื่องดังนี้ พื้นฐานประสบการณ์เดิม สร้างความสนใจเห็นเห็นถึงความสำคัญของความรู้ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการเรียนรู้
2.ความต้องการ คือ ความต้องการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข เช่น ต้องการให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง มีการศึกษาที่ดี
3.อารมณ์และการปรับตัว คือ แนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มี 2 ประเภทคือ อารมณ์ทางบวก เช่น ดีใจ พอใจ ฯลฯ อารมณ์ทางลบ เช่น โกรธ เสียใจ หงุดหงิด ซึ่งอารมณ์ทั้ง 2 นี้มีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้นควรปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลพร้อมที่จะเรียนรู้
4.การจูงใจ หมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เช่น ต้องการรู้เพื่อแก้ปัญหาลูกหลาน ต้องการรู้เพื่อพัฒนาลูก ต้องการรู้เพื่อให้ลูกเป็นคนดี
5.การเสริมแรง คือ การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ให้แก่ผู้ปกครอง เช่น คำชมเชย รางวัล ฯลฯ
6.ทัศนคติและความสนใจ คือ การที่บุคคลมีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่น
- จัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ทำให้ผู้ปกครองพอใจและสนุกกับการเรียนรู้
- ช่วงเวลาในการจัดให้ความรู้ ควรมีเวลาที่สะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม
7.ความถนัด คือ ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📌อุปสรรคที่สำคัญของการสื่อสาร📌
👉 ผู้ส่งข่าวสารขาดทักษะในการสื่อสารที่ดี เช่นใช้ภาษาที่อยากแก่การเข้าใจ หรือไม่เหมาะแก่ผู้รับ
👉 ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป
👉 ได้ข่าวสารไม่ครบสมบูรณ์ ทำให้สื่อความหมายผิดๆ
👉 ข้อมูลที่ส่งไปผ่านหลายขั้นตอน
👉 เลือกใช้เครื่องมือในการส่งข่าวสารไม่เหมาะสม
👉 รีบเร่งด่วนสรุปข่าวสารเร็วเกินไป ขาดการไตร่ตรอง
👉 ผู้รับข่าวสารไม่ทบทวน หรือสอบถามให้เข้าใจเมื่อสงสัย
👉 อารมณ์ของผู้รับ หรือผู้ส่งอยู่ในสภาพไม่ปกติ
👉 ผู้ส่งหรือผู้รับมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น
📌7 c กับการสื่อสารที่ดี📌
👉 Credibility ความน่าเชื่อถือ : สามารถทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือใน สารนั้นๆ
👉 Content เนื้อหาสาระ : มีสาระให้เกิดความพึงพอใจ เร่งเร้าและชี้แนะให้เกิดการตัดสินใจได้ในลักษณะอย่างไรบ้าง
👉 Clearly ความชัดเจน : การเลือกใช้คำหรือข้อความที่เข้าใจง่าย ๆ ข้อความไม่คลุมเครือ
👉 Context ความเหมาะสมกับโอกาส : การเลือกใช้ภาษาและใช้สิ่งที่ส่งสาร เหมาะสม
👉 Channel ช่องทางการส่งสาร : การเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด
👉 Continuity consistency ความต่อเนื่องและแน่นอน : การสื่อสารกระทำอย่างต่อเนื่องมีความแน่นอนถูกต้อง
👉 Clarity of audience ความสามารถของผู้รับสาร : การเลือกใช้วิธีการส่งสารซึ่งมั่นใจว่าผู้รับสารจะสามารถรับสารได้ง่ายและสะดวกโดยคำนึงถึงความรู้ เจตคติ อุปนิสัย ทักษะการใช้ภาษา สังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ
📌คุณธรรมในการสื่อสาร📌
คุณธรรม คือ
👉 ความดีงามที่มีอยู่ในตัวบุคคล
👉 ต้องประกอบด้วยเหตุผลที่ดีของแต่ละบุคคล
👉 เกิดจากการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
👉 เกิดจากการได้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน
👉 เกิดจากการได้เห็นพฤติกรรมของคนที่เคารพรักเป็นแบบอย่าง
📌คุณธรรมที่สำคัญในการสื่อสาร📌
👉 ความมีสัจจะและไม่ล่วงละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน
👉 ความรัก ความเคารพและความปรารถนาดีต่อกัน
👉 ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนพูดหรือกระทำ
👉 เป็นพฤติกรรมด้านนอกของการสื่อสาร หมายถึงพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน เช่นกิริยาอาการ การเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรรวมทั้ง รูปภาพ แผนภูมิและการใช้วัตถุต่างๆ
👉 เป็นกิริยาวาจาที่เรียบร้อยถูกต้องตามคตินิยมของสังคม
📌วิธีการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง📌
👉 ศึกษาและพยายามทำตนให้เข้าใจกับผู้ปกครอง
👉 พยายามเรียนรู้ความต้องการของเขา และหาแนวทางตอบสนองตามความเหมาะสม
👉 พูดคุย พบปะกับผู้ปกครองในโอกาสต่างๆ
👉 หาโอกาสไปร่วมงานพิธีทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครอง
👉 ทำตนให้กลมกลืนกับผู้ปกครอง
👉 มีท่าทีเป็นมิตรอยู่เสมอ
👉 เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองร่วมกิจกรรม

👉 ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป
👉 ได้ข่าวสารไม่ครบสมบูรณ์ ทำให้สื่อความหมายผิดๆ
👉 ข้อมูลที่ส่งไปผ่านหลายขั้นตอน
👉 เลือกใช้เครื่องมือในการส่งข่าวสารไม่เหมาะสม
👉 รีบเร่งด่วนสรุปข่าวสารเร็วเกินไป ขาดการไตร่ตรอง
👉 ผู้รับข่าวสารไม่ทบทวน หรือสอบถามให้เข้าใจเมื่อสงสัย
👉 อารมณ์ของผู้รับ หรือผู้ส่งอยู่ในสภาพไม่ปกติ
👉 ผู้ส่งหรือผู้รับมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น
📌7 c กับการสื่อสารที่ดี📌
👉 Credibility ความน่าเชื่อถือ : สามารถทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือใน สารนั้นๆ
👉 Content เนื้อหาสาระ : มีสาระให้เกิดความพึงพอใจ เร่งเร้าและชี้แนะให้เกิดการตัดสินใจได้ในลักษณะอย่างไรบ้าง
👉 Clearly ความชัดเจน : การเลือกใช้คำหรือข้อความที่เข้าใจง่าย ๆ ข้อความไม่คลุมเครือ
👉 Context ความเหมาะสมกับโอกาส : การเลือกใช้ภาษาและใช้สิ่งที่ส่งสาร เหมาะสม
👉 Channel ช่องทางการส่งสาร : การเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด
👉 Continuity consistency ความต่อเนื่องและแน่นอน : การสื่อสารกระทำอย่างต่อเนื่องมีความแน่นอนถูกต้อง
👉 Clarity of audience ความสามารถของผู้รับสาร : การเลือกใช้วิธีการส่งสารซึ่งมั่นใจว่าผู้รับสารจะสามารถรับสารได้ง่ายและสะดวกโดยคำนึงถึงความรู้ เจตคติ อุปนิสัย ทักษะการใช้ภาษา สังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ
📌คุณธรรมในการสื่อสาร📌
คุณธรรม คือ
👉 ความดีงามที่มีอยู่ในตัวบุคคล
👉 ต้องประกอบด้วยเหตุผลที่ดีของแต่ละบุคคล
👉 เกิดจากการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
👉 เกิดจากการได้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน
👉 เกิดจากการได้เห็นพฤติกรรมของคนที่เคารพรักเป็นแบบอย่าง
📌คุณธรรมที่สำคัญในการสื่อสาร📌
👉 ความมีสัจจะและไม่ล่วงละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน
👉 ความรัก ความเคารพและความปรารถนาดีต่อกัน
👉 ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนพูดหรือกระทำ
👉 เป็นพฤติกรรมด้านนอกของการสื่อสาร หมายถึงพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน เช่นกิริยาอาการ การเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรรวมทั้ง รูปภาพ แผนภูมิและการใช้วัตถุต่างๆ
👉 เป็นกิริยาวาจาที่เรียบร้อยถูกต้องตามคตินิยมของสังคม
📌วิธีการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง📌
👉 ศึกษาและพยายามทำตนให้เข้าใจกับผู้ปกครอง
👉 พยายามเรียนรู้ความต้องการของเขา และหาแนวทางตอบสนองตามความเหมาะสม
👉 พูดคุย พบปะกับผู้ปกครองในโอกาสต่างๆ
👉 หาโอกาสไปร่วมงานพิธีทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครอง
👉 ทำตนให้กลมกลืนกับผู้ปกครอง
👉 มีท่าทีเป็นมิตรอยู่เสมอ
👉 เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองร่วมกิจกรรม
💥สรุป💥
👉👉👉 การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพนับเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้งานการให้ความรู้ผู้ปกครองประสบผลสำเร็จ ผู้ที่เป็นครูจะต้องทำความเข้าใจเรื่องการสื่อสารให้กระจ่างชัดเจน ประกอบกับการศึกษาธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครอง พฤติกรรมการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้ทำการให้ความรู้ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองได้ดีมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความศรัทธา เชื่อมั่นและมีความอบอุ่นว่าสถานศึกษาจะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง บ้านโรงเรียน ชุมชนและสังคมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็กร่วมกัน
📋คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา📋
One-Way Communication ❤ การสื่อสารทางเดียว
Two-way Communication ❤ การสื่อสารสองทาง
Verbal Communication ❤ การสื่อสารเชิงวัจนะภาษา
Non-Verbal Communication ❤ การสื่อสารเชิงอวัจนะภาษา
personal Communication ❤ การสื่อสารส่วนบุคคล
Intrapersonal Communication ❤ การสื่อสารระหว่างบุคคล
Mass Communication ❤ การสื่อสารมวลชน
Channel ❤ ช่องทางการส่งสาร
Clarity of audience ❤ ความสามารถของผู้รับสาร
Clearly ❤ ความชัดเจน
1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองมีความสำคัญอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ผู้ปกครองจะได้ความรู้ในการนำไปอบรมเลี้ยงดูเด็ก และให้ความรู้เพื่อให้เด็กได้เตรียมตัวเป็นคนที่มีคุณภาพ
2. ในสถานศึกษาปฐมวัยสามารถดำเนินกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองในลักษณะ หรือรูปแบบใดบ้าง จงอธิบาย และยกตัวอย่างของกิจกรรม
ตอบ การที่ผู้ปกครองเข้าไปร่วมกิจกรรม หรือช่วยเหลืองานของสถานศึกษาปฐมวัยที่จัดขึ้น เช่น การการเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง การไปทัศนศึกษาร่วมกับสถานศึกษา การร่วมกิจกรรมในวันหยุด
3. นักศึกษามีแนวคิดอย่างไรในการใช้บ้านเป็นฐานของการให้ความรู้ผู้ปกครอง
ตอบ ทำให้ผู้ปกครองได้ใกล้ชิดเด็กมากขึ้น รู้จัก เข้าใจเกี่ยวกับตัวเด็ก และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้น
4. องค์ความรู้ที่จำเป็นในการให้ความรู้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง
ตอบ พัฒนาการของเด็ก โภชนาการ สร้างความเข้าใจในวัยของเด็ก และสื่อการเรียนรู้ที่จะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เป็นต้น
ตอบ ผู้ปกครองจะได้ความรู้ในการนำไปอบรมเลี้ยงดูเด็ก และให้ความรู้เพื่อให้เด็กได้เตรียมตัวเป็นคนที่มีคุณภาพ
2. ในสถานศึกษาปฐมวัยสามารถดำเนินกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองในลักษณะ หรือรูปแบบใดบ้าง จงอธิบาย และยกตัวอย่างของกิจกรรม
ตอบ การที่ผู้ปกครองเข้าไปร่วมกิจกรรม หรือช่วยเหลืองานของสถานศึกษาปฐมวัยที่จัดขึ้น เช่น การการเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง การไปทัศนศึกษาร่วมกับสถานศึกษา การร่วมกิจกรรมในวันหยุด
3. นักศึกษามีแนวคิดอย่างไรในการใช้บ้านเป็นฐานของการให้ความรู้ผู้ปกครอง
ตอบ ทำให้ผู้ปกครองได้ใกล้ชิดเด็กมากขึ้น รู้จัก เข้าใจเกี่ยวกับตัวเด็ก และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้น
4. องค์ความรู้ที่จำเป็นในการให้ความรู้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง
ตอบ พัฒนาการของเด็ก โภชนาการ สร้างความเข้าใจในวัยของเด็ก และสื่อการเรียนรู้ที่จะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เป็นต้น








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น